
ทัวร์ส่วนตัวไต้หวันกับทัวร์รวม เลือกยังไง และ 4 ข้อที่กฎไต้หวันบังคับ
ทัวร์ส่วนตัวกับทัวร์รวมต่างกันที่ว่า เมื่อแผนเปลี่ยนกลางวัน ใครเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่แค่เรื่องรถส่วนตัวหรือรถรวม แต่สิ่งที่ช่วยตัดสินใจได้จริงกว่านั้นคือ กฎที่ไต้หวันบังคับผู้ให้บริการภาคพื้นไว้อยู่แล้ว ทั้งระดับใบอนุญาตของบริษัท วงเงินประกันขั้นต่ำ ใบอนุญาตของไกด์ และข้อห้ามชัดเจนว่าห้ามใช้ทิปหรือคอมมิชชันจากร้านค้าไปแทนค่าตอบแทนไกด์ สี่ข้อนี้ถามได้ก่อนจ่ายเงิน และใช้เทียบข้อเสนอสองเจ้าให้อยู่บนฐานเดียวกันได้
ต่างกันที่ใครตัดสินใจเมื่อแผนเปลี่ยนกลางวัน
คำอธิบายที่คนได้ยินบ่อยคือทัวร์ส่วนตัวได้รถของตัวเอง ส่วนทัวร์รวมนั่งรถร่วมกับคนอื่น ซึ่งถูก แต่ไม่ใช่ความต่างที่มีผลจริงหน้างาน ความต่างที่มีผลคือเมื่อฝนตก รถติด หรือคนในคณะไม่สบาย ทัวร์ส่วนตัวเปลี่ยนแผนได้ทันทีถ้าตกลงกับผู้ให้บริการไว้ล่วงหน้า ส่วนทัวร์รวมเปลี่ยนไม่ได้ เพราะแผนผูกกับผู้เดินทางคณะอื่น
| เรื่อง | ทัวร์ส่วนตัว | ทัวร์รวม |
|---|---|---|
| คนกำหนดเวลา | คณะของเราเอง ภายในกรอบที่ตกลงไว้ | ตารางกลางที่ทุกคณะใช้ร่วมกัน |
| เปลี่ยนแผนกลางวัน | ทำได้ ถ้าเขียนขอบเขตไว้ในสัญญา | ทำไม่ได้ หรือทำได้เฉพาะที่ผู้จัดประกาศ |
| ร้านอาหาร | เลือกเองได้ รวมข้อจำกัดอาหารของสมาชิก | ตามที่กำหนดในโปรแกรม |
| ราคาต่อหัว | สูงกว่าเมื่อคณะเล็ก และลดลงเมื่อคณะใหญ่ขึ้น | คงที่และคาดเดาง่ายกว่า |
| เหมาะกับ | คณะที่มีพิธีการ มีข้อจำกัดของสมาชิก หรือมีวาระของบริษัท | คณะเล็กที่ยืดหยุ่นเรื่องเวลาได้ |
ทั้งสองแบบไม่มีแบบไหนดีกว่าโดยตัวเอง แต่มีวิธีตรวจว่าผู้ให้บริการที่เสนอมานั้นทำงานถูกกติกาหรือไม่ ซึ่งใช้ได้เหมือนกันทั้งสองแบบ และเป็นเรื่องที่ถามได้ก่อนจ่ายเงิน

ข้อ 1 บริษัททัวร์ไต้หวันมี 3 ระดับ ไม่ใช่ทุกระดับรับกรุ๊ปต่างชาติได้
ไม่ว่าจะซื้อทัวร์ส่วนตัวหรือทัวร์รวม คณะจากไทยจะมีผู้ให้บริการภาคพื้นที่ไต้หวันรับช่วงดูแลหน้างานเสมอ และผู้ให้บริการรายนั้นอยู่ใต้ กฎกระทรวงว่าด้วยการกำกับธุรกิจนำเที่ยวของไต้หวัน ฉบับแก้ไขล่าสุดเมื่อ 27 ธันวาคม 2024 ซึ่งแบ่งบริษัทนำเที่ยวออกเป็นสามระดับ
- ระดับครบวงจร ทำได้ทั้งจัดทัวร์เอง รับช่วงจากบริษัทอื่น และเป็นตัวแทนบริษัทนำเที่ยวต่างประเทศ
- ระดับเอ จัดคณะเองและรับดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ แต่ขอบเขตแคบกว่าระดับครบวงจร
- ระดับบี ทำได้เฉพาะงานในประเทศ ไม่ครอบคลุมการรับดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบคณะ
กฎข้อเดียวกันเขียนไว้ด้วยว่า ผู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวตามกฎหมาย จะประกอบธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ คำถามที่ถามได้ตรง ๆ กับผู้เสนอราคาจึงคือ ผู้ให้บริการภาคพื้นที่ไต้หวันชื่ออะไร และอยู่ระดับไหน ไม่ใช่ถามแค่ว่า “มีไกด์คนไทยไหม”
ข้อ 2 วงเงินประกันขั้นต่ำที่กฎหมายบังคับไว้
กฎกระทรวงข้อ 66 กำหนดวงเงินประกันขั้นต่ำสองชุด ชุดแรกคือประกันความรับผิดที่ต้องทำทุกครั้งที่จัดคณะหรือรับดูแลคณะจากต่างประเทศ ตัวเลขเหล่านี้เป็นวงเงินคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ใช่ราคาขาย
- กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ วงเงินคุ้มครองต่อผู้เดินทางหนึ่งคนและเจ้าหน้าที่ประจำคณะ ขั้นต่ำ 2.5 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน สูงสุด 5 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน
- ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ วงเงินคุ้มครองขั้นต่ำ 1 แสนดอลลาร์ไต้หวัน สูงสุด 2 แสนดอลลาร์ไต้หวัน
- ค่าใช้จ่ายที่ครอบครัวต้องเดินทางไปจัดการเหตุ วงเงิน 1 แสนดอลลาร์ไต้หวันสำหรับคณะที่เดินทางจากต่างประเทศ
- ค่าเสียหายกรณีเอกสารประจำตัวสูญหาย วงเงิน 2 พันดอลลาร์ไต้หวันต่อคน
ชุดที่สองคือประกันค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งคุ้มครองผู้เดินทางเมื่อบริษัทมีปัญหาการเงินจนไปต่อไม่ได้ และจ่ายค่าเดินทางส่วนที่ค้างไม่ไหว วงเงินคุ้มครองขั้นต่ำผูกกับระดับของบริษัท ระดับครบวงจรอยู่ที่ 100 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ระดับเออยู่ที่ 30 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน และระดับบีอยู่ที่ 16 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน โดยเพิ่มตามจำนวนสาขา และลดลงได้ถ้าบริษัทเป็นสมาชิกองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคด้านท่องเที่ยวที่ทางการรับรอง
ประโยชน์ของการรู้ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่เพื่อไปต่อรอง แต่เพื่อให้รู้ว่ามีตาข่ายรองรับอยู่จริงและอยู่ที่ระดับไหน และเพื่อให้ถามได้ว่าเอกสารเสนอราคาระบุประกันสองชุดนี้ไว้หรือยัง
ข้อ 3 ไกด์ต้องมีใบอนุญาต และภาษาต้องตรงกับคณะ
กฎกระทรวงข้อ 33 เขียนไว้ว่าบริษัทระดับครบวงจรและระดับเอ เมื่อรับดูแลหรือนำชมนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ต้องมอบหมายหรือจ้างผู้ที่ถือใบอนุญาตประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาต่างประเทศอื่น หรือภาษาจีน และห้ามมอบหมายมัคคุเทศก์ภาษาจีนให้ดูแลคณะต่างชาติที่ไม่ได้ใช้ภาษาจีน
ข้อยกเว้นที่เขียนไว้ในวรรคเดียวกันอธิบายภาพที่คณะไทยเจอบ่อยได้พอดี คือกรณีภาษาที่หายาก กฎหมายอนุญาตให้ใช้มัคคุเทศก์ภาษาจีนควบคู่กับล่ามภาษานั้นเดินทางไปกับคณะได้ โดยรายการภาษาที่นับว่าหายากเป็นสิ่งที่หน่วยงานท่องเที่ยวประกาศเอง และปรับตามกำลังคนในตลาด ดังนั้นการที่คณะได้ไกด์ท้องถิ่นพูดจีนคู่กับล่ามภาษาไทย จึงเป็นรูปแบบที่มีที่มาในกฎหมาย ไม่ใช่การลดคุณภาพ สิ่งที่ควรถามคือทั้งสองคนคือใคร ใครถือใบอนุญาต และใครเป็นคนพูดกับคณะเมื่อเกิดเหตุ
เรื่องภาษาเป็นตัวแปรที่กระทบทริปมากกว่าที่คนไทยคาด รายละเอียดอยู่ที่ กำแพงภาษาที่ไต้หวัน อังกฤษน้อยกว่าที่คิด เตรียมทีมยังไงให้สื่อสารรอด
ข้อ 4 ค่าตอบแทนไกด์ ห้ามใช้ทิปหรือคอมมิชชันร้านค้าแทน
นี่คือข้อที่ตอบคำถามเรื่องการพาลงร้านได้ตรงที่สุด กฎกระทรวงข้อ 34 เขียนว่าบริษัทนำเที่ยวที่มอบหมายหรือจ้างมัคคุเทศก์ ต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร และ ค่าตอบแทนที่บริษัทต้องจ่ายให้มัคคุเทศก์ จะใช้ทิป คอมมิชชันจากการซื้อสินค้า หรือชื่อเรียกอื่นใดมาหักแทนไม่ได้
อ่านกลับด้านคือ ถ้าโครงสร้างงานทำให้ไกด์ต้องพึ่งยอดซื้อของคณะ นั่นคือสิ่งที่กฎหมายเขียนห้ามไว้ ส่วนกฎข้อ 32 ยังเขียนด้วยว่าบริษัทนำเที่ยวต้องคิดค่าบริการอย่างสมเหตุสมผล และห้ามแข่งขันด้วยวิธีที่ไม่เป็นธรรม พร้อมระบุว่าราคาตั๋วเครื่องบิน ที่พัก และค่าเดินทางในตลาด จะมีสมาคมคุ้มครองคุณภาพธุรกิจนำเที่ยวเผยแพร่เป็นรายไตรมาสให้ผู้บริโภคใช้อ้างอิง
คำถามที่ใช้ได้จริงจึงไม่ใช่ “ทริปนี้ลงร้านกี่ร้าน” เพราะร้านของฝากบางแห่งเป็นจุดที่คนอยากไปเองอยู่แล้ว แต่เป็น “เวลาที่ใช้กับร้านค้ารวมกันกี่นาที และเขียนไว้ในตารางหรือยัง” ซึ่งตรวจได้จากเอกสารโดยไม่ต้องเถียงเรื่องเจตนา
สัญญาต้องเขียนอะไรไว้ และใช้เทียบสองข้อเสนอยังไง

กฎกระทรวงข้อ 36 กำหนดว่าการจัดคณะต้องมีสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร และสัญญาต้องระบุรายการเหล่านี้ ซึ่งใช้เป็นรายการตรวจเอกสารได้ตรง ๆ
- ชื่อบริษัท ที่อยู่ ชื่อผู้มีอำนาจ และเลขทะเบียน
- สถานที่และวันที่ทำสัญญา
- พื้นที่เดินทาง เส้นทาง จุดเริ่มและจุดสิ้นสุด พร้อมวันที่
- รายละเอียดการเดินทาง ที่พัก อาหาร การนำชม และบริการอื่นที่พ่วงมากับเส้นทาง
- จำนวนผู้เดินทางขั้นต่ำที่จะรวมเป็นคณะได้
- ค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดเส้นทางและเงื่อนไขการชำระ
- เหตุและเงื่อนไขที่ผู้เดินทางบอกเลิกสัญญาได้
- ความรับผิดเมื่อเกิดเหตุระหว่างเดินทางหรือเมื่อบริษัทผิดสัญญา
- สิทธิของผู้เดินทางเกี่ยวกับประกันความรับผิดและประกันค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญา
- ข้อตกลงอื่น
กฎข้อ 38 ยังกำหนดด้วยว่าเอกสารเชิญชวนของทัวร์แบบเหมาจ่ายต้องลงข้อมูลไว้ล่วงหน้า ทั้งจุดหมาย เส้นทาง คุณภาพของการเดินทาง ที่พัก อาหาร การนำชม ประกันทั้งสองชุดพร้อมวงเงินคุ้มครอง และค่าใช้จ่ายที่ผู้เดินทางต้องจ่าย พูดง่าย ๆ คือข้อมูลเหล่านี้ควรอยู่ในเอกสารตั้งแต่ก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ไปถามเอาตอนจะเซ็น
วิธีใช้ที่เร็วที่สุดคือวางเอกสารสองเจ้าเทียบกันแล้วกาว่าใครตอบครบกี่ข้อ ข้อเสนอที่ราคาถูกกว่าแต่ไม่ระบุจำนวนขั้นต่ำของคณะ หรือไม่ระบุว่าอะไรรวมอะไรไม่รวม ยังไม่ใช่ข้อเสนอที่เทียบกันได้ ไม่ใช่เพราะแพงหรือถูก แต่เพราะยังไม่รู้ว่ากำลังเทียบอะไรกับอะไร
องค์กรแบบไหนควรเลือกแบบไหน
เมื่อเรื่องเอกสารตรงกันแล้ว การเลือกรูปแบบก็เหลือแค่ดูลักษณะของคณะ
- เลือกทัวร์ส่วนตัว เมื่อมีพิธีการของบริษัท มีผู้บริหารร่วมเดินทาง มีสมาชิกที่มีข้อจำกัดอาหารหรือการเดิน หรือมีช่วงที่ต้องคุมเวลาเป๊ะ เช่น มอบรางวัลหรือเข้าดูงาน
- เลือกทัวร์รวม เมื่อคณะเล็ก ยืดหยุ่นเรื่องเวลาได้ และงบเป็นตัวตั้งที่ชัดเจนกว่าเนื้อหา
- อย่าเลือกจากราคาต่อหัวอย่างเดียว ราคาต่อหัวที่ต่ำกว่าอาจมาจากฐานจำนวนคนที่มากกว่า หรือจากรายการที่ไม่รวมไว้ ถ้าไม่ระบุฐาน ตัวเลขสองตัวนั้นเทียบกันไม่ได้
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าคณะขนาดนี้ควรใช้กี่วัน ดูได้ที่ ไต้หวัน 3 วัน 2 คืนสำหรับบริษัท Classic Taipei ตัดอะไรได้และห้ามตัดอะไร และเกณฑ์คัดผู้ให้บริการอยู่ที่ ทัวร์ไต้หวันบริษัทไหนดีสำหรับองค์กร ต้องเช็กอะไรบ้าง
สรุปสี่คำถามที่ถามได้ก่อนจ่ายเงิน
ผู้ให้บริการภาคพื้นที่ไต้หวันคือใครและอยู่ระดับไหน · เอกสารระบุประกันสองชุดพร้อมวงเงินคุ้มครองไว้หรือยัง · ไกด์ที่ดูแลคณะถือใบอนุญาตภาษาอะไร และถ้ามีล่ามด้วยใครทำหน้าที่อะไร · เวลาที่ใช้กับร้านค้ารวมกันกี่นาทีและเขียนไว้ในตารางหรือไม่ สี่คำถามนี้ตอบได้ด้วยเอกสาร ไม่ต้องอาศัยความไว้ใจ และใช้ได้เหมือนกันทั้งทัวร์ส่วนตัวและทัวร์รวม
BENS DVA AGENCY จัดทริปองค์กรและดูงานที่ไต้หวันโดยระบุผู้ให้บริการภาคพื้น ขอบเขตงาน และแผนสำรองไว้ในเอกสารตั้งแต่รอบเสนอราคา พร้อมจัดไกด์ภาษาไทยประจำคณะและเขียนเวลาของทุกช่วงลงตารางให้ตรวจได้ ดูรูปแบบทริปและช่วงงบประมาณได้ที่ โปรแกรมทริปองค์กรไต้หวัน และดูข้อมูลกลางของหน่วยงานท่องเที่ยวไต้หวันได้ที่ เว็บหน่วยงานการท่องเที่ยวไต้หวัน
บทความที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย
ทัวร์ส่วนตัวไต้หวันต่างจากทัวร์รวมตรงไหน
ความต่างที่มีผลจริงคือเมื่อแผนเปลี่ยนกลางวัน ทัวร์ส่วนตัวเปลี่ยนได้ถ้าเขียนขอบเขตไว้ในสัญญา ส่วนทัวร์รวมเปลี่ยนไม่ได้เพราะตารางผูกกับผู้เดินทางคณะอื่น ส่วนเรื่องรถส่วนตัวหรือรถรวมเป็นผลตามมา ไม่ใช่ตัวความต่าง
ไกด์ที่ดูแลคณะไทยในไต้หวันต้องมีใบอนุญาตไหม
ต้องมี กฎกระทรวงของไต้หวันกำหนดว่าบริษัทนำเที่ยวที่รับดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติต้องใช้ผู้ถือใบอนุญาตประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ และห้ามใช้มัคคุเทศก์ภาษาจีนกับคณะที่ไม่ได้ใช้ภาษาจีน ยกเว้นกรณีภาษาที่หายาก ซึ่งอนุญาตให้ใช้มัคคุเทศก์ภาษาจีนควบคู่กับล่ามภาษานั้นไปกับคณะได้
ทัวร์ไต้หวันพาลงร้านได้ไหม กฎหมายว่ายังไง
กฎกระทรวงข้อ 34 ระบุว่าค่าตอบแทนที่บริษัทนำเที่ยวต้องจ่ายให้มัคคุเทศก์ จะใช้ทิป คอมมิชชันจากการซื้อสินค้า หรือชื่อเรียกอื่นมาหักแทนไม่ได้ วิธีตรวจที่ใช้ได้จริงคือดูว่าตารางระบุเวลาที่ใช้กับร้านค้าไว้กี่นาที ไม่ใช่ถามว่าลงกี่ร้าน